ผิวหนังคนเรามีกี่ชั้น?
ผิวหนังคนเรานั้นประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก แต่ละชั้นก็จะมีชั้นย่อยๆ ลงไปอีก แต่ละชั้น ก็จะมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้
1. ผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้า ( Epidermis Layer )
หนังกำพร้าเป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง ในบางบริเวณ หนังกำพร้าจะหนาและแข็ง เช่น บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และโดยเฉพาะส้นเท้า หนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือดในทุกบริเวณ
หนังกำพร้าทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียไม่ให้เข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ มีเมลานินซึ่งช่วยทำให้ผิวมีสีสัน
หนังกำพร้าแบ่งย่อยออกเป็นชั้นต่างๆ 5 ชั้น ดังต่อไปนี้
- Horny layer or Stratum corneum : มีลักษณะเป็นเซลล์แบนๆ เรียงกันขนานกับผิว เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคล (Desquamation process)
- Clear layer or Stratum lucidium : เซลล์ในชั้นนี้จะอัดตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น และมีลักษณะแบนราบ ไม่สามารถแยกตัวออกจากกันได้
- Granular layer or Stratum granulosum : ชั้นนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Keratinisation) เซลล์จะเริ่มมีลักษณะแข็ง และเริ่มเปลี่ยนเป็น Keratin และ lipids
- Prickle layer or Stratum spinosum : เซลล์ Keratinocyte ในส่วนนี้จะผลิตโปรตีนที่เรียกว่า Keratin ซึ่งจะมีลักษณะเล็กเรียว
- Basal layer or Stratum basale : เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุด ที่ซึ่งเซลล์ keratinocyte ถูกผลิต และถือว่าเป็นชั้นที่เซลล์ยังมีชีวิต
เซลล์ใน horny layer จะถูกจับยึดกันไว้ด้วยไลปิด แบริเออร์ (lipids barriers) ซึ่งไลปิดเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน และมอยส์เจอไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น ถ้าผิวของเราขาดไลปิดก็จะทำให้ผิวแห้งหยาบ ลอกเป็นขุย
ชั้นหนังกำพร้าถูกปกคลุมด้วยน้ำและไลปิด ที่เรียกว่า Hydrolipid film ทำหน้าที่ช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม และปกป้องผิวจากแบคทีเรีย เชื้อราต่างๆ โดยปกติ hydrolipid film จะถูกรักษาไว้โดยต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน
ส่วนที่ประกอบเป็นน้ำของ hydrolipid film ประกอบด้วย
- กรดแลคติก (Lactic acid) และ กรดอะมิโนอีกหลายชนิด ที่ได้จากต่อมเหงื่อ
- กรดไขมัน (Free fatty acid) จากน้ำมัน (Sebum)
- กรดอะมิโน เช่น pyrrolidine carboxylic acid และ สารให้ความชุ่มชื่นอื่นๆ (NMF) ซึ่งได้มาจากกระบวนการ Keratinisation
การปกป้องผิวด้วยความเป็นกรดเหล่านี้ ทำให้ผิวมีค่าเป็นกรดอ่อนอยู่ pH 5.4-5.9 ซึ่งมีประโยชน์ดังนี้
- ช่วยปกป้องผิวจากแบคทีเรีย
- ช่วยในกระบวนการสร้างไลปิด แบริเออร์
- ช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์ในการหลุดลอกของขี้ไคล
- ช่วยให้เซลล์ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเซลล์เกิดความเสียหาย
ผิวชั้นหนังกำพร้านี้มีความหนาเพียง 0.1 มม. ซึ่งส่วนที่บอบบางที่สุดคือบริเวณรอบดวงตา (0.05 มม.) และหนาสุดคือบริเวณฝ่าเท้า (1-5 มม.)

2. ผิวหนังชั้นหนังแท้ ( Dermis Layer )
ถัดจากชั้นหนังกำพร้าคือชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่ความหนาและมีความยืดหยุ่น ประกอบไปด้วยคอลลาเจน (80-85%) และ อิลาสติน (2-4%) ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวมีสุภาพดี ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ดูเต่งตึง
ถือว่าเป็นชั้นที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างของผิวอย่างมาก มีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือคอลลาเจน อิลาสติน และ Hyaluronic acid มีหน้าที่ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น แข็งแรง ทนแรงยืดผิวหนังได้ ช่วยปกป้องและห่อหุ้มร่างกายจากอันตราย ช่วยอุ้มน้ำเพื่อควบคุม และรักษาสมดุลความร้อนของร่างกาย นอกจากนั้นยังประกอบไปด้วยเส้นเลือด เส้นประสาทมากมาย จึงทำให้เรารับรู้ความรู้สึกต่างๆ เช่น เจ็บปวด ร้อน เย็น เป็นต้น
ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่ความหนา และมีความยืดหยุ่น ประกอบด้วย 2 ชั้นย่อยๆ ได้แก่
- The lower layer or Stratum reticulare : เป็นส่วนที่อยู่ลึกสุด และมีความหนา ซึ่งในชั้นนี้จะมีการผลิตของเหลวกั้นชั้นของไขมัน (Subcutis) ไว้อีกด้วย
- The upper layer or Stratum papillare : มีลักษณะของขอบเหมือนคลื่น กั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้า
องค์ประกอบหลักที่พบในชั้นหนังแท้คือ คอลลาเจน และ อิลาสติน, เนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งให้ความแข็งแรง และความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวมีสุภาพดี ดูอ่อนเยาว์ เส้นใยเหล่านี้จะถูกตรึงไว้ด้วยสารที่ลักษณะคล้ายเจล หรือสาร hyaluronic acid ซึ่งมีความสามารถในการจับน้ำได้ดี และช่วยรักษาปริมาตรของผิวเอาไว้อีกด้วย
กิจวัตรประจำวัน และปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ มีผลต่อระดับคอลลาเจน อิลาสติน ขณะที่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การผลิตคอลลาเจน อิลาสติน และความสามารถในการจับกับน้ำของไฮยาลูรอนก็ลดลง ผิวขาดความกระชับ ยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย
ชั้นหนังแท้นี้ยังเป็นที่อยู่ของ
- ต่อมน้ำเหลือง
- ประสาทรับความรู้สึก
- รูรากขน/ผม
ชั้นหนังแท้ช่วยรองรับแรงกระแทก กักเก็บสารอาหาร ขับถ่ายของเสีย

3. ผิวหนังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง : Hypodermis or Subcutaneous Tissue ( Fat ) Layer
เป็นชั้นที่ลึกที่สุดของโครงสร้างผิวหนัง อยู่ถัดมาจากชั้น Dermis เป็นชั้นที่อยู่ในสุดของชั้นผิวหนัง มีความหนาถึง 10 เซนติเมตร
มีส่วนประกอบสำคัญคือ เซลล์ไขมัน (adipocytes & special collagen fibres) ซึ่งจะอยู่กันเป็นก้อน (fat lobule) นอกจากนี้ยังมีโปรตีนคอลลาเจน และหลอดเลือดต่างๆ ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน และเป็นเกราะป้องกันการกระแทกให้กับอวัยวะภายใน
Fat Cells ความหนาจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่แตกต่างกันของแต่ละคน ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสะสมภายในร่างกาย ช่วยปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ และทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้นไขมันในชั้น Subcutaneous มักจะลดลงไปด้วย
จำนวนของเซลล์ไขมันที่อยู่ในชั้นไขมันจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นการกระจายตัวของไขมันยังมีความแตกต่งกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายอีกด้วย
ผิวหนังจะการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต อ่านเพิ่มเติมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่ออายุมากขึ้น

ผิวหนังชั้น SMAS คืออะไร?
ถัดจากชั้นไขมันใต้ผิวหนังจะเป็นชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงอารมณ์ทางใบหน้า ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า โดยมีเนื้อเยื่อปกคลุมด้านบนสุดของชั้นกล้ามเนื้อเรียกว่า SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System)
ในส่วนของชั้น SMAS ถือเป็นชั้นสำคัญ เป็นโครงสร้างหลักของใบหน้าที่ช่วยยึดเหนี่ยวชั้นผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ หากโครงสร้างนี้เสื่อมสภาพก็จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยไปด้วยนั่นเอง
SMAS ย่อมาจาก Superficial Musculo Aponeurotic System ซึ่งชั้น SMAS คือ ชั้นเนื้อเยื่อแผ่นบางๆ ที่มีเส้นใยคอลลาเจนอยู่รวมกันเป็นพังผืดเหนียวๆ คั่นอยู่ระหว่างชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้อ เป็นชั้นที่มีความแข็งแรงมาก เปรียบเสมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับใบหน้า
Smas เป็นชั้นเดียวกับชั้นที่ผ่าตัดดึงหน้า
หากทำให้เกิดความร้อนใต้ผิว ความร้อนจะทำให้เส้นในคอลลาเจนเกิดการหดตัวและจัดเรียงตัวใหม่ มีความแน่นมากขึ้น โดยไม่ทำให้ผิวหนังด้านบนเกิดความเสียหาย และยังช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงให้ผลยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวอิ่มฟู เต่งตึงขึ้น แลดูอ่อนกว่าวัย โดยให้ผลยกกระชับใบหน้าคล้ายกับการผ่าตัดดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
SMAS มีความสำคัญอะไร?
SMAS คือ ชั้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความกระชับเต่งตึงของใบหน้า เมื่อ SMAS เสื่อมสภาพ เกิดการหย่อนยานจะส่งผลทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย เกิดร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก เหนียงใต้คาง ชั้นนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความหย่อนคล้อยของผิว เป็นชั้นที่แพทย์ทำการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า หากเราดึงเนื้อเยื่อส่วนนี้ให้ตึง ก็จะส่งผลทำให้ผิวหนังด้านบนทั้งหมดถูกดึงยกกระชับ เต่งตึงขึ้นไปด้วย
อย่าปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า!
อัปเดตเทรนด์ และ Protocols
นวัตกรรมมือแพทย์ล่าสุดก่อนใครที่นี่!!






