รอยแผลเป็นจากสิวคืออะไร?
เป็นรอยแผลที่เกิดจากสิวอักเสบที่เกิดจากปริมาณเชื้อแบคทีเรีย P. acnes (Propionibacterium Acnes/Cutibacterium Acnes) มีมากเกินไปและกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานจนเกิดการอักเสบบริเวณรูขุมขนเพื่อกำจัดเชื้อดังกล่าว เมื่อเกิดสิวอักเสบแล้วเชื้อแบคทีเรีย P. acnes จะเข้าไปทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบ แถมยังกระตุ้นให้เกิดรอยดำหรือรอยแดงในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นรอยแผลที่ไม่สามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้นๆ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี
รอยแผลเป็นจากสิว มีกี่แบบ อะไรบ้าง?
รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวมีทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ รอยดำ (Post Inflammatory Hyperpigmentation) รอยแดง (Post Inflammatory Erythema) รอยหลุมสิว (Atrophic Scars) และรอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic/Keloid Scars) โดยรอยแผลเป็นแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้
1. รอยดำ (Post Inflammatory Hyperpigmentation)
เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหัวหนองและสิวอุดตันที่เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและกระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocytes) ผลิตเมลานินออกมามากเกินไปจนเห็นเป็นรอยดำชัดเจนกว่าบริเวณอื่น ซึ่งรอยดำจากสิวจะใช้ระยะเวลาในการรักษามากกว่ารอยแดงจากสิว นอกจากนี้ยังเกิดจากการรักษาสิวด้วยเครื่อง Pico Laser หรือการบำบัดด้วยแสงบางชนิดก็ได้เช่นกันครับ
2. รอยแดง (Post Inflammatory Erythema)
เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมัน (Sebum) ออกมามากเกินไปจนไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน เมื่อน้ำมันมารวมกับเซลล์ผิวที่ตายและเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จะกลายมาเป็นสิวอักเสบ ส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดไปยังสิวอักเสบเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อและทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวจนกลายเป็นรอยแดง
3. รอยหลุมสิว (Atrophic Scars)
เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากกระบวนการสมานแผลของร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ได้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อและคอลลาเจนบริเวณชั้นผิวหนังแท้ ส่งผลให้เนื้อเยื่อและคอลลาเจนบริเวณดังกล่าวมีปริมาณไม่เพียงพอและเกิดเป็นพังผืดที่มีลักษณะคล้ายหลุม โดยสิวที่ก่อให้เกิดหลุมสิวมีทั้งสิวอักเสบตุ่มแดง (Papule acne) สิวหัวหนอง (Pustule acne) สิวหัวช้าง (Cystic acne) และสิวเป็นไต (Nodule acne) รอยหลุมสิวแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามระดับความลึกของหลุมจากน้อยสุดไปมากสุด ได้แก่
- Rolling Scars : เป็นหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้างคล้ายคลื่น มีปากหลุมกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร จัดเป็นหลุมสิวที่รักษาง่ายที่สุดเนื่องจากมีระดับความลึกที่ตื้นกว่าหลุมสิวแบบอื่น
- Boxcar Scars : เป็นหลุมสิวที่มีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมออกทรงกลมรี มีขอบกว้างและชัดเจน มีขนาดใหญ่ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ฐานหลุมค่อนข้างแข็งและตึงเนื่องจากเริ่มมีพังผืดเกิดขึ้นในหลุมสิวแล้วแต่ยังมีความลึกไม่ถึงชั้นรูขุมขน มักพบบริเวณแก้มและขมับ จัดเป็นหลุมสิวที่มีความรุนแรงระดับปานกลาง ต่อให้รักษาหายแล้วก็มีโอกาสเกิดจุดด่างดำอยู่บ้างในคนไข้บางราย
- Ice-pick Scars : เป็นหลุมสิวที่มีปากแผลแคบแต่มีหลุมลึกไปจนถึงชั้นรูขุมขนเนื่องจากสิวกินเนื้อและทำลายคอลลาเจนเข้าไปถึงชั้นผิวหนังแท้ หรืออาจเกิดจากการกด/บีบสิวอุดตันจนทำให้เนื้อเยื่อบริเวณสิวได้รับความเสียหายมากเกินไป หลุมสิวชนิดนี้จัดเป็นหลุมสิวที่รักษายากที่สุดและใช้เวลานานพอสมควร
4. รอยแผลเป็นนูน ( Hypertrophic / Keloid Scars )
เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากผิวหนังถูกกระตุ้นให้ผลิตเนื้อเยื่อบริเวณสิวอักเสบในปริมาณที่มากเกินไปจนเนื้อเยื่อนูนออกมามากกว่าบริเวณโดยรอบ รอยแผลเป็นอาจมีสีแดงหรือสีชมพูก็ได้ บางรายอาจมีอาการคันหรือปวดแผลร่วมด้วย นอกจากนี้รอยแผลเป็นนูนอาจเกิดจากอาการบาดเจ็บจากการฉีดขาดของเนื้อเยื่อ แผลจากไฟไหม้ หรือแผลจากการผ่าตัดได้อีกด้วย
รอยแผลเป็นจากสิว หายได้ไหม?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่ารอยแผลเป็นจากสิวสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้วรอยแผลเป็นเหล่านี้ไม่สามารถหายได้เองหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
รอยแผลเป็นจากสิว กี่วันหาย
แม้ว่ารอยแผลจากสิวส่วนใหญ่จะไม่หายไปได้เอง แต่หากเป็นรอยแผลเป็นที่มีความรุนแรงไม่มากนักบางส่วนก็อาจหายเองได้ เพียงแต่อาจใช้เวลานานประมาณ 2-4 เดือน หรือบางรายอาจเป็นหลักปีเลยทีเดียว

รอยแผลจากสิว รักษาอย่างไร?
1. วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวแบบธรรมชาติ
แม้ว่ารอยแผลจากสิวบางประเภทจะรักษาได้ด้วยการมาสก์หน้าด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ แต่วิธีนี้อาจต้องอาศัยการรักษาเป็นประจำประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และต้องทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 4-6 เดือน ที่สำคัญต้องอาศัยใจสู้ด้วยเพราะวิธีนี้จะไม่เห็นผลในทันที อาจใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเริ่มเห็นผลและเห็นผลทีละน้อยด้วย จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาแผลแบบเร่งด่วน
- น้ำมะนาวสด บีบน้ำมะนาว 1-2 หยดลงบนคัตเติ้ลบัตแล้วแต้มลงบนบริเวณที่เป็นรอยสิว จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยล้างออก ทั้งนี้อาจใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาแทนก็ได้หากรู้สึกแสบร้อนจากการทาน้ำมะนาวเพียงอย่างเดียว
- ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ให้เหลือแค่วุ้นและนำมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปพอกให้ทั่วใบหน้าประมาณ 15-20 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- มะขามเปียก+น้ำผึ้ง+นมสด นำน้ำมะขามเปียกมาผสมน้ำผึ้งกับนมสดในอัตราส่วน 1:1:1 จากนั้นคนให้เข้ากันและพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 ก่อนล้างออก
- มะเขือเทศ+ข้าวโอ๊ต+โยเกิร์ต นำมะเขือเทศมาผสมข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะและโยเกิร์ตอีก 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคนให้เข้ากันและพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 ก่อนล้างออก
2. ทาครีมรักษารอยสิว
โดยครีมที่ใช้จะต้องมีส่วนประกอบของสารบำรุงผิวหน้า ได้แก่ เรตินอล วิตามินซี กรดซาลิไซลิก กรด AHA กรดแลคติก และกรดอะซีลาอิก และไม่ควรมีส่วนผสมต้องห้ามอย่างสารปรอท กรดวิตามินเอ และสารสเตียรอยด์ที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหน้าได้ในระยะยาว อีกทั้งไม่เหมาะกับผู้ใช้บางกลุ่มอย่างสตรีมีครรภ์หรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวหน้าได้ง่ายกว่าคนทั่วไป สำหรับส่วนประกอบต่างๆ ในครีมรักษารอยสิวมีคุณสมบัติแตกต่างกันดังต่อไปนี้
- เรตินอล (Retinol) ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดรอยแผลเป็นและริ้วรอยต่างๆ ต่อต้านอนุมูลอิสระและชะลอริ้วรอยแห่งวัย ลดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ช่วยให้ผิวหน้ากลับมาสว่างใส เรียบเนียน
- วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดรอยแผลเป็นต่างๆ จากสิว เสริมสร้างการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจน ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
- กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือ BHA (Beta Hydroxy Acid) ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายและกำจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้า ลดการอุดตันของรูขุมขน ลดรอยแดงจากสิว กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
- กรดผลไม้ AHA (Alpha Hydroxy Acids) ช่วยลดเลือนริ้วรอย ปรับสีผิวให้เรียบเนียนทั่วใบหน้า เติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดอาการอักเสบของผิว ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนรอยสิวให้จางลง
- กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนผิวหน้า ยับยั้งการผลัดเซลล์ของหนังกำพร้าที่มากเกินไป จุดด่างดำแลดูจางลง
3. ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน
แม้ว่าแสงแดดจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเพื่อขับเหงื่อและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิวหน้า แต่แสงแดดก็อาจทำให้ผิวแห้งเสียและกระตุ้นการผลิตน้ำมันที่มากเกินไปจนไปอุดตันรูขุมขนและเกิดสิวตามมา ดังนั้นคุณควรทาครีมกันแดดที่มีเนื้อครีมฟลูอิด (Fluid) หรือแบบเจล (Gel) ซึ่งเป็นเนื้อครีมแบบบางเบา เลือกครีมที่ไม่มีส่วนผสมที่อาจปิดกั้นรูขุมขนจนกลายสิวอุดตัน และที่สำคัญอย่าลืมเลือกครีมที่มีส่วนผสมของ L-Carnitine ที่ช่วยคุมความมันได้นานถึง 8 ชั่วโมงด้วยนะครับ
4. เลเซอร์รอยสิว
เป็นการยิงพลังงานเข้มข้นสูงเข้าไปในชั้นผิวตามความยาวคลื่นที่เหมาะสมไปยังบริเวณที่เกิดรอยแผลเป็นจากสิวเพื่อกำจัดผิวหนังชั้นนอกที่มีรอยสิวและกระตุ้นการสร้างคอลลเจน อีกทั้งช่วยกระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น ในปัจจุบันเลเซอร์รอยสิวมีทั้งแบบ
- เลเซอร์ผลัดเซลล์ผิว (Ablative Laser resurfacing)
- เลเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวลอก (Non-Ablative Laser Resurfacing)
- เลเซอร์ที่ทำให้ผิวลอกเฉพาะส่วน (Fractionated Laser Resurfacing)
แม้เลเซอร์รอยสิวจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยแผลเป็นและรอยหมองคล้ำได้ แต่วิธีนี้อาจรักษาได้เพียงรอยสิวที่มีความลึกไม่มากนักและอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่ายด้วย
อย่าปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า!
อัปเดตเทรนด์ และ Protocols
นวัตกรรมมือแพทย์ล่าสุดก่อนใครที่นี่!!






