รังสีอัลตราไวโอเลต คืออะไร?
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV ย่อมาจาก Ultraviolet Radiation โดยมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า รังสีเหนือม่วง โดยเป็นรังสีที่มาพร้อมแสงแดดเพราะเกิดจากการแผ่ของดวงอาทิตย์ โดยเป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความถี่ของคลื่นอยู่ที่ 1015~1217 Hz และมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 100-400 นาโนเมตร ซึ่งช่วงความยาวคลื่นไม่ถึงช่วง Visible Light ทำให้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นรังสี UVนี้ด้วยตาเปล่าได้ โดยรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV นั้นมีจุดกำเนิดได้หลายแหล่ง ดังนี้
- แสงแดดจากดวงอาทิตย์โดยตรง
- แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร หรือจอสกรีน
- แสงจากหลอดไฟ Black light Blue (BLB) เป็นหลอดไฟที่ให้รังสี UV ออกมาเป็นสีดำ หรือแสงจากหลอดไฟชนิดต่างๆ
- แสงจากเครื่องทำผิวแทน (Tanning Booth)
- แสงที่ออกมาจากการเชื่อมโลหะต่างๆ บางครั้งแก้วที่หุ้มเครื่องที่ให้แสงรังสี UVชำรุดจนทำให้มีรังสีหลุดออกมา
- แสง Short wave UV lamp ในทางการแพทย์ที่ใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรค (germicidal UV)
- แสง UV laser ที่ใช้ในทางการแพทย์ การแกะสลัก งานอุตสาหกรรม และอื่นๆ
- Gas discharge lamp ใช้ใน chemical analyse
ประเภทของรังสีอัลตราไวโอเลต
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) มีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท นั่นก็คือ รังสี UVA, UVB และ UVC โดยรังสีแต่ละประเภทนั้นจะมีความยาวคลื่น และระดับการทะลุทะลวงของรังสีที่แตกต่างกัน ดังนี้
รังสี UVA
รังสี UVA จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 320-400 นาโนเมตร ซึ่งเป็นรังสี UVที่มีความยาวคลื่นมากที่สุด ทำให้เราได้รับรังสี UV ชนิดนี้มากกว่าชนิดอื่นๆ และรังสี UVA สามารถทะลุลึกเข้าไปในผิวหนังได้ ส่งผลให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวหนังเหี่ยวย่น และอาจส่งผลต่อการพัฒนาของมะเร็งผิวหนังได้
รังสี UVB
รังสี UVB จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นรังสี UV ที่มีความยาวคลื่นปานกลาง และส่วนใหญ่ถูกดูดซับไว้ที่ชั้นนอกของผิวหนัง อย่างชั้นหนังกำพร้าและผิวหนังแท้ด้านบน โดยรังสี UVB เป็นสาเหตุหลักของการเกิดผิวไหม้จากการถูกแดดเผา และอาจรุนแรงจนทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้
รังสี UVC
รังสี UVC จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 220-290 นาโนเมตร ซึ่งเป็นรังสี UV ที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุดเพราะถูกดูดซับจากชั้นโอโซนที่เป็นชั้นบรรยากาศโลกไว้แล้วเกือบทั้งหมด ทำให้รังสีชนิดนี้ไม่สามารถตกลงมายังพื้นโลกได้ เราจึงยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรังสีชนิดนี้
ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต
แม้ว่าจะควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวสัมผัสกับแดดโดยตรง แต่รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน เพียงแต่ข้อดีคือต้องรับในปริมาณที่เหมาะสมจะส่งผลดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
กระตุ้นการสร้างวิตามิน D
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามิน D โดยการออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าในช่วงเวลา 06:30-08:00 น. ให้มากขึ้น ประโยชน์ของการกระตุ้นการสร้างวิตามิน D ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างกระดูก เม็ดเลือด เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารที่กินได้
สามารถรักษาโรคบางชนิดได้
หากได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในปริมาณที่พอเหมาะทำให้สามารถช่วยรักษาโรคกระดูกและโรคผิวหนังบางชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็น
- โรคกระดูกอ่อนในเด็ก ที่มักพบในเด็กอายุช่วง 6 เดือน – 3 ปี โดยสาเหตุของโรคคือการขาดวิตามิน D ฟอสเฟตและแคลเซียม ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ การออกไปรับรังสี UV ในแดดตอนเช้าเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามิน D จะช่วยเสริมสร้างกระดูก เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารที่กินเข้าไปได้
- โรคด่างขาว เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ที่สร้างเม็ดสีผิวถูกทำลายทำให้ผิวหนังเกิดรอยด่างสีขาว การรักษาจะต้องฉายรังสี UVA ไปที่ผิวเพื่อให้ผิวที่ด่างขาวกลับมามีสีเข้มขึ้น
- โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันทำงานพลาดจนกระตุ้นให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวผิดปกติ วิธีรักษาคือการฉายรังสี UVA ร่วมกับการใช้ยาซอลาเรน เช่นเดียวกับโรคด่างขาว
หลักการทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของรังสียูวี
หลักการทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของรังสี UV มี 2 วิธีด้วยกัน คือ
- รังสี UV ถูกดูดซึมเข้าในเนื้อโปรตีน เอนไซน์ ผนังเมมเบรน (membrane) เซลล์ ทำให้โมเลกุลแยกออกจากกันและถูกทำลาย ซึ่งกรณีนี้คล้ายกับการที่ผิวเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น
- เกิดอนุมูลอิสระขึ้น โดยรังสี UV ในบรรยากาศจะมีออกซิเจน และสารสีที่ถูกกระตุ้นโดยแสง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ผลคือรังสี UV จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย
ผลกระทบของรังสียูวีต่อผิวหนัง และร่างกาย
การได้รับรังสี UV มากเกินไปสามารถส่งผลเสียหลายอย่างต่อผิว ไม่ว่าจะผิวไหม้แดดในระยะสั้น ไปจนถึงความเสียหายในระยะยาว เช่น การแก่ก่อนวัย ความผิดปกติของเม็ดสี ไปจนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งผิวหนัง โดยผลกระทบหลักของรังสียูวี มีดังนี้
ผิวไหม้จากแสงแดด
รังสี UV ทำให้ผิวไหม้จากแสงแดดได้ เมื่อผิวหนังสัมผัสกับรังสี UV ในปริมาณสูงมากเกินไป ตัวรังสี UVB ทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกถูกทำลายจนเกิดผิวไหม้เกรียม ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดรอยแดง ปวดแสบปวดร้อน และลอกได้
ผิวแลดูแก่ก่อนวัย
รังสี UV ที่กระทบกับผิวโดยตรง โดยเฉพาะรังสี UVA นั้นสามารถทะลุผ่านผิวหนังชั้นนอกไปสู่ชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย โดยการทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในระดับโครงสร้าง จึงทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและผิวหนังหย่อนคล้อย จนผิวดูแก่ก่อนวัยได้
โอกาสในการเกิดมะเร็งผิวหนัง
ทั้งรังสี UVA และ UVB คือ รังสี UV ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ โดยสามารถทำลาย DNA ในเซลล์ผิวได้โดยตรง นำไปสู่การพัฒนาของมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย หากได้รับรังสี UV เป็นเวลานาน ในปริมาณมาก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เร็วมากขึ้น
การปกป้องตนเองจากรังสียูวี
เมื่อได้รู้ถึงผลกระทบอันร้ายแรงจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) แล้ว เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากรังสี UVแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ การระมัดระวังในการป้องกันตนเองจากรังสี UV ถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพผิวให้แข็งแรง ซึ่งวิธีต่อไปนี้เป็นวิธีป้องกันตัวเองจากแสงแดดที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าจะไม่มีแสงแดด หรือหลบแดดอยู่ในร่มก็หนีไม่พ้นรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อยู่ดี แม้กระทั่งการอยู่ในอาคารไม่เจอแดดก็ยังหนีไม่พ้นรังสี UV จากหลอดไฟ แสงจากจอคอม แสงจากจอโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV โดยเป็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF (ปัจจัยป้องกันแสงแดด) สูงกว่า 30 ขึ้นไป โดยปัจจุบันนี้มีกันแดดให้เลือกอยู่หลายแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นครีม เจล สเปรย์ หรือแบบแท่ง โดยต้องทาบริเวณที่โดนแสงแดดทั้งหมด ไม่จำกัดเฉพาะแค่ใบหน้า ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านั้นได้ หากว่ายน้ำหรือมีเหงื่อออก โดยอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำเพื่อคงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV
อยู่ในที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง
จำกัดเวลาในการโดนแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่แสงแดดแรงที่สุด (ปกติระหว่าง 10:00-16:00 น.) เพราะช่วงเวลานี้แสงแดดที่ส่องลงมาจะมีความเข้มข้นของรังสี UV มาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย
สวมเสื้อผ้าป้องกันแสงแดด
เพื่อไม่ให้ผิวของคุณต้องสัมผัสกับรังสี UV ที่มาจากแสงแดดโดยตรง ควรคลุมผิวของคุณด้วยเสื้อผ้าหลวมๆ น้ำหนักเบา ใส่เป็นกางเกงขายาว พกเสื้อแขนยาวมาไว้คลุม โดยอาจเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ระบุคุณสมบัติในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกันรังสี UV ให้มากขึ้น สวมหมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดดป้องกันรังสี UV เพื่อปกป้องตัวเองจากรังสีที่เป็นอันตราย
หลีกเลี่ยงการใช้เตียงอาบแดด
เตียงอาบแดดสามารถปล่อยรังสี UVA และ UVB ออกมาได้ ซึ่งรังสี UV ที่ปล่อยออกมานั้น อาจมีความรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เพราะฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งนี้ได้ จะเป็นการลดความเสี่ยงของความเสียหายต่อผิวหนังและโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้น
สรุป
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV เป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาพร้อมแสงแดดเพราะจากการแผ่ของดวงอาทิตย์ โดยมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 100-400 นาโนเมตร ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรังสี UV ด้วยตาเปล่าได้ นอกจากดวงอาทิตย์แล้วรังสี UV ยังมาได้จากหลายแหล่ง หากได้รับในปริมาณที่พอดีจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น การกระตุ้นให้ร่างกายผลิตวิตามิน D ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และรักษาโรคบางชนิดได้ แต่หากได้รับรังสี UV มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ไม่ว่าจะผิวไหม้แดดในระยะสั้นไปจนถึงความเสียหายในระยะยาว จนก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังได้ เพราะฉะนั้นจึงควรดูแลรักษาสุขภาพผิวให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงของความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครีมกันแดด การอยู่ในที่ร่ม และการสวมชุดป้องกัน จะทำให้คุณสามารถเผชิญกับแสงแดดได้อย่างปลอดภัยและลดผลกระทบด้านลบของรังสี UV ด้วย
อย่าปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า!
อัปเดตเทรนด์ และ Protocols
นวัตกรรมมือแพทย์ล่าสุดก่อนใครที่นี่!!






